ทะเลดอทคอมแหล่งรวมรวม ทะเล ของประเทศไทย
รวบรวมข้อมูลท่องเที่ยวทาง ทะเล ชายหาด หาดทราย สวยงาม ทั่วประเทศไทย
ชลบุรี : ระยอง : จันทรบุรี : ตราด : เพชรบุรี : ประจวบ : ตรัง : ภูเก็ต : กระบี่ : พังงา : ระนอง : นราธิวาส : พัทลุง : สงขลา : สุราษฎร์ฯ : ชุมพร : สตูล : ปัตตานี
ทะเลภาคใต้ , สงขลา , ทะเลสาบสงขลา
|
|||
![]() ![]() |
ทะเลภาคใต้ , สงขลา , ทะเลสาบสงขลา
แม้ฤดูกาลจะเริ่มเดินทางเข้าสู่วสันตฤดู
แต่กระนั้นก็ยังมีกลิ่นไอของแสงแดดอันร้อนแรงแผดจ้ากระจายไปทุกหย่อมหญ้า
จึงไม่แปลกที่จะเห็นหลายๆครอบครัวหอบลูกจูงหลาน
ไปเดินเล่นแถวๆชายทะเล"ผู้จัดการท่องเที่ยว"ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่อยากออกไปสูดกลิ่นไออันบริสุทธิ์ของท้องทะเล
อย่างเช่นคราวนี้ที่เรามาเยือนยัง"เกาะยอ" แห่งถิ่นสะตอ
จังหวัดสงขลา ที่ถูกโอบล้อมด้วยทะเลสาบสงขลา
เกาะยอ แม้จะเป็นเกาะขนาดกะทัดรัด
แต่ว่าก็เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่เอ่อล้น
ไม่ว่าจะเป็นวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนชาวเกาะที่มีความน่ารักเป็นกันเอง
วิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน การท่องเที่ยวเชิงเกษตร อาหารทะเลสดๆ
รวมไปถึงงานหัตถศิลป์อันเลื่องชื่อ อาทิ ผ้าทอเกาะยอ
หรือผลิตภัณฑ์จากต้นตาล
องค์ประกอบเหล่านี้ล้วนต่างเติมเต็มให้เกาะยอดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก
ในอดีตการเดินทางไปเกาะยอต้องใช้การสัญจรทางน้ำเท่านั้น
แต่หลังจากที่สร้าง
"สะพานติณสูลานนท์"หรือที่ชาวสงขลามักจะเรียกว่า "สะพานป๋า"
ขึ้นในปี 2529 ซึ่งเชื่อมทะเลสาบสงขลาฝั่งบ้านน้ำกระจาย
ผ่านเกาะยอไปสู่ฝั่งเขาเขียว ก็ทำให้การจะไปไหนมาไหนสะดวกขึ้น
โดยเดิมนั้นมีสะพานเพียงแค่เส้นเดียว
แต่ปัจจุบันมีสะพานสร้างใหม่เกิดขึ้นมาเป็นสะพานคู่ขนานที่เหมือนกันเปี๊ยบยังกะฝาแฝด
เลยกลายเป็นโชคดีของคนบนเกาะไป
ระหว่างที่กำลังนั่งรถเพื่อเดินทางสู่เกาะยอบนสะพานป๋า
สายตาเราก็เหลือบแลไปเห็นตอไม้ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดเต็มทะเลสาบสงขลาไปหมด
เมื่อพินิจพิเคราะห์แล้วจึงกระจ่างใจตัวเองว่า
ที่เห็นอยู่ลิบๆนั้นเป็นกระชังเลี้ยงปลา
ซึ่งเป็นหนึ่งในวิถีการทำประมงพื้นบ้าน
และก็มารู้ที่หลังจากถึงเกาะยอว่ากระชังปลาส่วนใหญ่จะเลี้ยงปลากะพงขาว
ที่ถือว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจของที่นี่ และด้วยความที่สงขลาเป็นเมือง
2 ทะเล 3 น้ำ คือมีทั้งทะเลอ่าวไทยและทะเลสาบสงขลา และมีทั้งน้ำจืด
น้ำเค็ม น้ำกร่อย
ทำให้ปลาที่นี่มีรสอร่อยและมีชื่อเสียงโด่งดังไม่น้อย
ครั้นพอถึงยังเกาะยอเราแวะไปชมสินค้าโอทอปขึ้นชื่ออย่าง"ผ้าทอเกาะยอ"
ก่อนเป็นอันดับแรก
ผ้าทอเกาะยอเป็นผ้าทอพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นผ้าทอที่มีขั้นตอนการดูแลรักษาง่ายไม่ยุ่งยาก
ส่วนลวดลายก็สวยงาม แถมมีอยู่ด้วยกันหลายสิบลาย เช่น ลายราชวัตถ์
ลายดอกมุข ลายเกล็ดกลิ่น เป็นต้น
และด้วยความงดงามอันแสนประณีต"ผู้จัดการท่องเที่ยว"และมิตรสหายเลยต้องควักกระเป๋าสมนาคุณซื้อหามาครอบครองเป็นการใหญ่
เมื่อซื้อผ้าทอกันจนหนำใจแล้ว
เราออกเดินทางต่อไปยังจุดหมายที่รอคอยนั่นก็คือ
การไปล่องเรือชมทะเลสาบสงขลา ซึ่งโอกาสแบบนี้นานๆจะมีสักครั้ง
โดยเราไปลงเรือที่ท่าเรือแพขนานยนต์
ก่อนนั่งเรือประมงพื้นบ้านมุ่งหน้าสู่ทะเลสาบสงขลาท่ามกลางสายลมพัดเอื่อยๆ
งานนี้บรรดาสาวๆ
ที่นั่งมาด้วยกลัวผิวเสียเลยต้องรีบหาครีมกันแดดมาทากันยกใหญ่
ต้องยอมรับว่าทิวทัศน์ที่นี่งดงามจริงๆ
สามารถมองเห็นวิวทั้งฝั่งตัวเมืองสงขลา
และฝั่งยอดเขาแดงที่เห็นอยู่ปลายลิบตา
วิทยากรประจำเรือให้ความรู้ว่า
คือ"เจดีย์พี่น้องยอดเขาแดง"หรือที่ชาวบ้านเท่าไปขนานนามกันว่าเจดีย์องค์ดำซึ่งเจ้าพระยาคลังสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่
หรือสมเด็จพระยาบรมมหาประยูรวงศ์
ทรงสร้างไว้เป็นที่ระลึกเมื่อครั้งปราบกบฏเมืองไทรบุรีในปีพ.ศ.2373
ส่วนเจดีย์องค์ขาวนั้นสร้างโดยพระยาศรีพิพัฒน์สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยหรือสมเด็จพระยามหาพิชัยญาติเป็นผู้สร้างไว้เป็นที่ระลึกเมื่อครั้งปราบกบฏเมืองไทรบุรี
ปัตตานี ปีนัง และมลายูได้เช่นกัน
เรือล่องไปรอบๆ เกาะยอโดยมีวิทยากรคอยอธิบายให้ความรู้
ถึงความเป็นมาและความสำคัญของแต่ละสถานที่อย่างเช่น
ป่าโกงกางแถวคลองพะวง
วิทยากรก็ให้ความรู้ว่ายังเป็นป่าโกงกางที่มีความสมบูรณ์ที่สุดของเกาะยอ
เรือลอยลำเฉียดใกล้กับท่องไม้กลางน้ำ
ที่หากมองไกลๆจะเห็นผุดเป็นตอเต็มทะเลสาบไปหมด
นั้นเมื่อได้มามองอย่างใกล้ชิดถึงได้รู้ว่าเป็น"โพงพาง"
ที่เอาไว้ดักปลาที่ส่วนใหญ่จะเป็นปลากระบอกและปลากะพงขาว
เมื่อเรือแล่นมาจอดนิ่งกลางทะเลสาบสงขลา
ก่อนที่วิทยากรจะต้อนให้คนบนเรือ ขึ้นไปกินข้าวเที่ยงบนขนำกลางทะเล
ใครที่ไม่รู้ว่าขนำคืออะไร
ก็ให้คิดถึงเรือนที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบรอบๆบริเวณเรือน
มีกระชังเลี้ยงปลานานาชนิด
ที่จับได้จากในทะเลสาบมาเลี้ยงไว้ในกระชัง
โชคเข้าข้างอีกแล้วเมื่อเจ้าของขนำบอกกับเราว่า
วันนี้เป็นวันครบรอบ 2 อาทิตย์ ที่จะ"จับหม่ำ"กลางทะเลสาบพอดี
โอว...เมื่อฟังตอนแรกเราก็นึกว่าพี่เจ้าของขนำจะไปจับ"หม่ำ จ๊กม๊ก"
ตลกแห่งยุค แต่ที่ไหนได้ ไม่ใช่โดยสิ้นเชิง
เพราะการจับหม่ำที่นี่มันก็คือวิธีการจับปลาอย่างหนึ่ง
โดยชาวประมงจะตัดต้นไม้แล้วไปนำมาปักไว้ในน้ำ
บริเวณแหล่งที่มีปลาชุกชุม ก่อนจะปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 2 อาทิตย์
เมื่อแน่ใจแล้วว่า ปลามาอาศัยอยู่เต็มใต้บริเวณต้นไม้ที่ปักไว้
จึงนำแหมาล้อมดักปลาไว้ แล้วจึงค่อยๆล้อมเข้าไปชิดเรื่อยๆ
ระหว่างที่ล้อมก็ต้องคอยเอาต้นไม้ที่ปักไว้
โยนออกไปนอกบริเวณหม่ำที่ล้อมจับด้วย
ถ้าไม่ใช่ชาวประมงที่เชี่ยวชาญ ก็ยากที่จะทำวิธีนี้ได้
เพราะต้องอาศัยทักษะความชำนาญและประสบการณ์เป็นพิเศษ
สำหรับปลาที่จับได้ถ้าเป็นลูกปลาที่ยังเล็ก
ก็จะนำไปเลี้ยงไว้ในกระชังปลาที่อยู่รอบๆ ขนำ
แต่ถ้าเป็นปลาที่โตเต็มที่ ก็จะเตรียมนำไปขายทอดตลาดต่อไป
อ้อ..ลืมบอกไปว่าบนขนำปลาจะมีห้องครัว
ไว้สำหรับทำอาหารเมนูปลาๆไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มรสเนื้อปลาสดๆอีกด้วย
เรียกได้ว่านอกจากการมาท่องเรือชมทัศนียภาพในทะเลสาบสงขลาแล้ว
ก็ยังจะได้พบการจับปลาจริง ๆ และที่สำคัญยังได้กินเนื้อปลาสด ๆ
อร่อยกันถ้วยหน้า ทั้งปลากะพงขาวเผาเกลือ แกงส้มปลากระบอก
รสชาติแบบต้นตำรับปักษ์ใต้แท้ๆ กินไปรับลมทะเลเย็นๆ
ไปแสนเพลิดเพลินใจ
ครั้นพอบ่ายคล้อยเราจึงได้เวลาเดินทางกลับขึ้นบก
โดยเราไปเที่ยวต่อยัง"สถาบันทักษิณคดีศึกษา"(ชื่อนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายกฯแต่อย่างใด)
สถาบันแห่งนี้สร้างขึ้นภายใต้การดูแล ของมหาวิทยาลัยทักษิณ
เพื่อศึกษาเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของภาคใต้
รูปทรงอาคารจึงเป็นสถาปัตยกรรมแบบภาคใต้เสียเป็นส่วนใหญ่ แบ่งเป็น
4 อาคาร รวมทั้งแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์
ไม่ว่าจะเป็นศาสตราวุธ การละเล่นพื้นเมือง
ห้องการแสดงการรักษาพยาบาลแบบพื้นเมืองห้องแสดงกระต่ายขูดมะพร้าวรูปทรงต่างๆที่หาดูได้ยาก
เป็นต้น
กว่า"ผู้จัดการท่องเที่ยว"จะตระเวนเดินดูจนทั่ว
แสงตะวันยามเย็นก็คล้อยต่ำ เป็นสัญญาณบ่งบอกเวลาใกล้พลบค่ำ
เลยก่อนกลับเลยชักชวนเพื่อนพ้องขึ้นมาดูพระอาทิตย์บนหอคอย
ที่เป็นจุดชมวิวภายในสถาบันทักษิณคดีศึกษา
ซึ่งสวยงามมากเพราะสามารถมองเห็นทั้งทะเลสาบสงขลา
และที่สำคัญยังได้ชมสะพานติณสูลานนท์ในระดับสูงอีกด้วย
สายลมบนหอคอยพัดมากระทบร่าง
สายตาก็จ้องมองดูพระอาทิตย์ยามลาลับขอบฟ้า
ที่ก่อให้เกิดแสงสีสวยหลากตา อย่างเขาเรียกกันว่าสเปกตรัม
กระจัดกระจายเต็มท้องฟ้าไปทั่ว หลายคนที่อาจจะเคยเห็นตะวันตกดิน
แต่ที่นี่คุณจะได้เห็นตะวันตกกระทบน้ำงาม ในทะเลสาบสงขลาแทน
ความงดงามนี้แม้ยามจากสงขลามา
แต่เมื่อครั้นหลับตา"ผู้จัดการท่องเที่ยว"
ก็ยังเห็นภาพนั้นอยู่ในห้วงคำนึงเสมออย่างมิรู้ลืม
เกาะยอ อ.เมือง จ.สงขลา เป็นเกาะที่อยู่ในทะเลสาบสงขลา
ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 กม.
สามารถเดินทางไปได้ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 407
และเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวง 4083 ทางที่มุ่งหน้าตรงไปยังอำเภอสิงหนคร
ก่อนจะข้ามสะพานติณสูลานนท์สู่ตัวเกาะยอ
สำหรับสนใจล่องเรือประมงพื้นบ้าน ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
เทศบาลนครสงขลางานพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวโทร.0-7431-1015
ต่อ115 หรือ ติดต่อกลุ่มเรือประมงพื้นบ้านเพื่อการท่องเที่ยว
โทร.0-1094-4848,0-1690-2804,0-5077-6766 หรือสำนักงาน ททท. ภาคใต้
เขต 1 โทร. 0 -7423- 1055, 0 -7423 -8518, 0 -7424- 3747
สนับสนุน การท่องเที่ยวทะเลแห่งประเทศไทย โดย
ที่พักบางแสน 200 บาทต่อคืน โทร083-111-3435 จอง083-111-4533
--------------------------------------------------------------------------------------------------
การท่องเที่ยวทะเลแห่งประเทศไทย
โดยManasCrop. ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลการท่องเที่ยว